นามสกุลไฟล์วีดีโอ
ไฟล์ AVI
สำหรับไฟล์ AVI ถ้าพูดไปแล้วหลายคนต้องรู้จักแน่ๆ เพราะเป็นไฟล์วิดีโอที่ดูผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกพัฒนาจากไมโครซอฟท์ โดยภายในไฟล์ .avi มาพร้อมกับภาพ และเสียงพร้อมกัน มีความคมชัดของภาพ และเสียงที่สมจริง ส่วนใหญ่จะนำมาเป็นต้นฉบับของไฟล์วิดีโอบนแผ่นดีวีดี
ซึ่งไฟล์ AVI นี้มหลากหลายรูปแบบ ถึงแม้ว่า จะเห็นเป็นไฟล์ .avi ก็ตาม แต่จะแตกต่างกันตามรูปแบบของการ encode ของไฟล์นั้น ไม่ว่าจะเป็น DivX codec, XVID codec เป็นต้น หากเป็นไฟล์ avi ธรรมดาทั่วไปเราก็สามารถใช้โปรแกรม Windows Media Player เปิดดูได้ทันที แต่หากเปิดไม่ได้คงต้องหาโปรแกรมอื่น หรือไม่ก็ต้องไปดาวน์โหลดไฟล์ codec จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์มาติดตั้งภายในเครื่องถึงจะเปิดได้
วิธีแก้ไขเบื้องต้น หากต้องการเปิดไฟล์ AVI ด้วยโปรแกรม Windows Media Player ก็คือ ให้ไปดาวน์โหลดตัว Codec จากเว็บไซต์ไมโครซอฟท์ (www.microsoft.com) จากนั้นก็ให้ดับเบิลคลิกไฟล์ดังกล่าวเพื่อติดตั้ง Codec เพิ่ม แต่ที่สำคัญโปรแกรม Windows Media Player ของคุณต้องเป็นเวอร์ชัน 11
ไฟล์ XVID
เกิดจากกลุ่มนักพัฒนาอิสระ ที่พัฒนารูปแบบการบีบอัดบนพื้นฐานของ mp4 เหมือนกับ DivX แต่ XviD เป็น Open Source คือ ได้เผยแพร่ให้มีการพัฒนาจากนักพัฒนาทั่วโลก เนื่องจากว่ามาตรฐานการบีบอีกของ XviD ใช้เป็นแบบ ASP (MPEG-4 Advanced Simple Profile) ไฟล์ XviD จึงสามารถเล่นบนโปรแกรมหรือเครื่องเล่น DVD ที่สามารถเล่นไฟล์ MP4 หรือ DivX ได้เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น กรุณาตรวจสอบเครื่องเล่นของท่านตามเว็บไซต์ว่าเครื่องเล่นของท่านสนับสนุนไฟล์ XviD ด้วย หากท่านต้องการเล่นไฟล์ Xvid บนเครื่องคอมพิวเตอร์ท่านจะต้องติดตั้ง Xvid Decoder ซึ่งหาได้ตามเว็บไซต์ทั่วไปเช่นกัน
ไฟล์ DivX
จะมีนามสกุลเป็น .avi หรือ .divx แต่ไฟล์ .avi ไม่จำเป็นต้องเป็นไฟล์ DivX เสมอไป ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่างไฟล์ DivX กับ avi ธรรมดาก็คือ ไฟล์ DivX สามารถเล่นพร้อมกับเลือกแสดง Subtitle ได้ หลายภาษา โดยปรับที่ Remote Control บนเครื่องเล่น dvd หรือ หากท่านใช้โปรแกรมเช่น Windows Media Player เล่นไฟล์ประเภทนี้ ท่านอาจจะต้องติดตั้งโปรแกรม แสดง subtitle เพิ่มเติม เช่นโปรแกรม Direct Vobsub เพื่อให้ subtitle ปรากฏไปพร้อมๆกับการรับชมภาพยนตร์ด้วย
ไฟล์ 3GP
ใครมีมือถือคงต้องรู้จัก 3gp แน่ๆ เพราะเป็นไฟล์วิดีโอที่สามารถเปิดดูได้จากโทรศัพท์มือถือทั่วไป ซึ่งไฟล์ประเภทนี้เป็นไฟล์วิดีโอที่มีขนาดเล็กกว่าไฟล์วิดีโอทั่วไป เพราะด้วยข้อจำกัดของการเปิดดูจำเป็นต้องดูจากโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ทำให้ต้องถูกบีบอัดไฟล์ให้มีขนาดเล็ก และสิ่งที่ตามมาก็คือ เมื่อขนาดไฟล์เล็กแล้ว คุณภาพของภาพก็ต้องด้อยลง
แต่หากใครไปดาวน์โหลดไฟล์ 3gp จากอินเทอร์เน็ตแล้วจะมาเปิดดูในคอมพิวเตอร์ โปรแกรมดูหนังทั่วไปไม่สามารถเปิดได้ ต้องใช้โปรแกรม Nokia Multimedia Player หรือไม่ก็ต้องไปดาวน์โหลดโปรแกรมจากอินเทอร์เน็ตมาเปิดดู
ไฟล์ MKV
ไฟล์ประเภทนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไร แต่ถ้าเป็นคนที่ท่องอินเทอร์เน็ตจริงๆ ต้องเคยเจอกันบ้าง ซึ่งไฟล์ประเภท MKV มีรูปแบบคล้ายๆ กับ MP4 หรือ AVI ที่สามารถบรรจุภาพ และเสียง พร้อม subtitle ให้อยู่ในไฟล์เดียวได้ ซึ่งคุณภาพของภาพและเสียงไม่แตกต่างกันเลย แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ MKV เป็นไฟล์แบบ Open Source ที่นักพัฒนาทั่วไปสามารถช่วยพัฒนาต่อยอดให้ไฟล์นี้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
มาทรอสกามัลติมีเดียคอนเทนเนอร์ (อังกฤษ: Matroska Multimedia Container) เป็นการเข้ารหัสไฟล์ประเภท วีดีโอ โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงไฟล์จาก แผ่นวีดีโอ มาเป็นไฟล์เดียว
ชื่อภาษาอังกฤษ มาทรอสกา (Matroska) แผลงมาจาก มาตริออชคา ในภาษารัสเซีย หมายถึงตุ๊กตาแม่ลูกดก
ไฟล์ FLV
หากใครชอบดูวิดีโอผ่านเว็บคงคุ้นเคยกันบ้าง เพราะเป็นไฟล์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายบนเว็บไซต์ที่ให้บริการวิดีโอผ่านเว็บไซต์ ซึ่ง FLV คือไฟล์วิดีโอที่ถูกสร้างจากโปรแกรม Macromedia Flash เป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก แต่คุณภาพดีกว่าไฟล์ 3gp สามารถเปิดดูได้จากโปรแกรม Flash Player หรือ QuickTime จากแอปเปิ้ลก็ได้ ทำให้หลายเว็บนิยมแปลงไฟล์ให้เป็น FLV เพื่อง่ายต่อการชมผ่านเว็บไซต์
วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
Android แอนดรอยด์ คืออะไร และ Google Android คืออะไร
แอนดรอยด์ (Android) กูเกิลแอนดรอยด์ (Google Android) หรือ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ (Android Operating System) เป็นชื่อเรียกชุดซอฟท์แวร์ หรือแพลตฟอร์ม (Platform) สำหรับอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ ที่มีหน่วยประมวลผลเป็นส่วนประกอบ อาทิเช่น คอมพิวเตอร์, โทรศัพท์ (Telephone), โทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell phone), อุปกรณ์เล่นอินเตอร์เน็ตขนาดพกพา (MID) เป็นต้น แอนดรอยด์นั้น ถือกำเนิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2550 โดยบริษัท กูเกิล จุดประสงค์ของแอนดรอยด์นั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากบริษัท Android Inc. ที่ได้นำเอาระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ (Linux) ซึ่งนิยมนำไปใช้งานกับเครื่องแม่ข่าย (Server) เป็นหลัก นำมาลดทอนขนาดตัว (แต่ไม่ลดทอนความสามารถ) เพื่อให้เหมาะสมแกการนำไปติดตั้งบนอุปกรณ์พกพา ที่มีขนาดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่จำกัด โดยหวังว่า แอนดรอยด์ นั้นจะเป็นหุ่นยนต์ตัวน้อย ๆ ที่คอยช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่พกพามัน ไปในทุกที่ ทุกเวลา
กูเกิลแอนดรอยด์ เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเจ้าแอนดรอยด์ เนื่องจากปัจจุบันนี้ บริษัทกูเกิล เป็นผู้ที่ถือสิทธิบัตรในตราสัญญาลักษณ์ ชื่อ และ รหัสต้นฉบับ (Source Code) ของแอนดรอยด์ ภายใต้เงื่อนไขการพัฒนาแบบ GNL โดยเปิดให้นักพัฒนา (Developer) สามารถนำรหัสต้นฉบับ ไปพัฒนาปรับแต่งได้อย่างเปิดเผย (Open source) ทำให้แอนดรอยด์มีผู้เข้าร่วมพัฒนาเป็นจำนวนมาก และพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
แอนดรอยด์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 ปัจจุบันมีผู้ร่วมพัฒนากว่า 52 องค์กร ประกอบด้วยบริษัทซอฟท์แวร์ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ บริษัทผู้ให้บริการเครือข่าย และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ฯลฯ
ประเภทของชุดซอฟท์แวร์ เนื่องจาก แอนดรอยด์นั้นเปิดให้นักพัฒนาเข้าไปชมรหัสต้นฉบับได้ ทำให้มีผู้พัฒนาจากหลายฝ่ายนำเอารหัสต้นฉบับมาปรับแต่ง และสร้างแอนดรอยด์ในแบบฉบับของตนเองขึ้น เราจึงแบ่งประเภทของแอนดรอยด์ออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. Android Open Source Project (AOSP) เป็นแอนดรอยด์ประเภทแรกที่กูเกิลเปิดให้สามารถนำ “ต้นฉบับแบบเปิด” ไปติดตั้งและใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายได ๆ
2. Open Handset Mobile (OHM) เป็นแอนดรอยด์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์พกพา ที่เข้าร่วมกับกูเกิลในนาม Open Handset Alliances (OHA) ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะพัฒนาแอนดรอยด์ในแบบฉบับของตนออกมา โดยรูปร่างหน้าตาการแสดงผล และฟังค์ชั่นการใช้งาน จะมีความเป็นเอกลักษณ์ และมีลิขสิทธิ์เป็นของตน พร้อมได้รับสิทธิ์ในการมีบริการเสริมต่าง ๆ จากกูเกิล ที่เรียกว่า Google Mobile Service (GMS) ซึ่งเป็นบริการเสริมที่ทำให้แอนดรอยด์มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามจุดประสงค์ของแอนดรอยด์ แต่การจะได้มาซึ่ง GMS นั้น ผู้ผลิตจะต้องทำการทดสอบระบบ และขออนุญาตกับทางกูเกิลก่อน จึงจะนำเครื่องออกสู่ตลาดได้
3. Cooking หรือ Customize เป็นแอนดรอยด์ที่นักพัฒนานำเอารหัสต้นฉบับจากแหล่งต่าง ๆ มาปรับแต่ง ในแบบฉบับของตนเอง โดยจะต้องทำการปลดล๊อคสิทธิ์การใช้งานอุปกรณ์ หรือ Unlock เครื่องก่อน จึงจะสามารถติดตั้งได้ โดยแอนดรอยด์ประเภทนี้ถือเป็นประเภทที่มีความสามารถมากที่สุด เท่าที่อุปกรณ์เครื่องนั้น ๆ จะรองรับได้ เนื่องจากได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับอุปกรณ์นั้น ๆ จากผู้ใช้งานจริง
สิทธิ์ในการใช้งานระบบ เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการทั่วไป ที่มีการจำกัดการใช้งาน และการเข้าถึงส่วนต่าง ๆภายในระบบ เพื่อความปลอดภัยของระบบ และ ผู้ใช้งาน อุปกรณ์ที่ติดตั้งระบบแอนดรอยด์จึงมีการจำกัดสิทธิ์ไว้ (เว้นแต่ได้ทำการปลดล๊อคสิทธิ์ หรือ root เครื่องแล้ว) สามารถแบ่งสิทธิ์ของผู้ใช้ในการเข้าถึงระบบคร่าว ๆ ได้ดังต่อไปนี้
1. สิทธิ์ root สิทธ์การใช้ใช้งานระดับราก ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานของระบบ จึงมีความสามารถในการเข้าถึงทุก ๆ ส่วนของระบบ
2. สิทธิ์ ADB (Android Develop Bridge) นักพัฒนาสามารถเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของระบบได้ผ่านสิทธิ์นี้
3. Application & System สิทธิ์ของโปรแกรมในการเข้าถึงระบบ และสิทธิ์ของระบบในการเข้าถึงอุปกรณ์ โดยสิทธิ์เหล่านี้ ตัวระบบจะเป็นตัวจัดการมอบและถอนสิทธิ์ ตามเงื่อนไขที่กำหนดซึ่งจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นหลายหัวข้อ (http://developer.android.com/reference/android/Manifest.permission.html)
4. End-user ผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย ซึ้งก็คือ คุณ และ คุณ ทั้งหลาย ที่ใช้การเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของระบบผ่านช่องทางสิทธิ์ที่โปรแกรมได้รับอีกที โดยจะถูกจำกัดไม่ให้เข้าถึงในส่วนที่เป็นอันตรายต่อแกนระบบและอุปกรณ์
จากด้านบนจึงเป็นที่มาของคำว่า “รูธเครื่อง” ซึ่งหมายถึงการทำให้ End-user สามารถใช้งานระบบได้ในถานะ root ผ่านแอพพลิเคชั่น Superuser permission การรูธจึงเปรียบเสมือนดาบสองคม ซึ่งผู้ใช้ที่ต้องการจะรูธเครื่องตนเองนั้น ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับแอนดรอยด์ในระดับสูง และมีความชำนาญในการใช้งานตัวเครื่องเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการเปิดทางให้โปรแกรมบุคคลที่สามสร้างความเสียหายให้แก่ เครื่อง และระบบได้
ข้อจำกัดของแอนดรอยด์ แอนดรอยด์ ที่ดีนั้นจะต้องมี GMS ซึ่งก็จะต้องขึ้นอยู่กับกูเกิลว่าผู้ผลิตเครื่องไหน สามารถสำเอา GMS ไปใช้ได้บ้าง โดยจะต้องได้รับการยอมรับ และอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร จากผู้ถือสิทธิบัตรซึ่งก็คือ กูเกิล เสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะเผยแพร่ได้ หากแต่เป็นการเผยแพร่ในเชิงพัฒนา หรือแจกฟรีนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ทางกูเกิลอนุมัติก็ได้ ส่งผลให้อุปกรณ์บางรุ่นถูกจำกัดความสามารถในการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้ GNL สิทธิบัตร จึงเป็นการเปิดโอกาศให้มีการพัฒนาได้อย่างอิสระ ทำให้ข้อจำกัดต่าง ๆ หมดไป เมื่อมีคนใช้ก็ย่อมมีคนแก้ ยิ่งใช้เยอะยิ่งมีคนช่วยแก้เยอะ
กูเกิลแอนดรอยด์ เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเจ้าแอนดรอยด์ เนื่องจากปัจจุบันนี้ บริษัทกูเกิล เป็นผู้ที่ถือสิทธิบัตรในตราสัญญาลักษณ์ ชื่อ และ รหัสต้นฉบับ (Source Code) ของแอนดรอยด์ ภายใต้เงื่อนไขการพัฒนาแบบ GNL โดยเปิดให้นักพัฒนา (Developer) สามารถนำรหัสต้นฉบับ ไปพัฒนาปรับแต่งได้อย่างเปิดเผย (Open source) ทำให้แอนดรอยด์มีผู้เข้าร่วมพัฒนาเป็นจำนวนมาก และพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว
แอนดรอยด์เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 ปัจจุบันมีผู้ร่วมพัฒนากว่า 52 องค์กร ประกอบด้วยบริษัทซอฟท์แวร์ บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์ บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ บริษัทผู้ให้บริการเครือข่าย และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร ฯลฯ
ประเภทของชุดซอฟท์แวร์ เนื่องจาก แอนดรอยด์นั้นเปิดให้นักพัฒนาเข้าไปชมรหัสต้นฉบับได้ ทำให้มีผู้พัฒนาจากหลายฝ่ายนำเอารหัสต้นฉบับมาปรับแต่ง และสร้างแอนดรอยด์ในแบบฉบับของตนเองขึ้น เราจึงแบ่งประเภทของแอนดรอยด์ออกได้เป็น 3 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. Android Open Source Project (AOSP) เป็นแอนดรอยด์ประเภทแรกที่กูเกิลเปิดให้สามารถนำ “ต้นฉบับแบบเปิด” ไปติดตั้งและใช้งานในอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายได ๆ
2. Open Handset Mobile (OHM) เป็นแอนดรอยด์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับกลุ่มบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์พกพา ที่เข้าร่วมกับกูเกิลในนาม Open Handset Alliances (OHA) ซึ่งบริษัทเหล่านี้จะพัฒนาแอนดรอยด์ในแบบฉบับของตนออกมา โดยรูปร่างหน้าตาการแสดงผล และฟังค์ชั่นการใช้งาน จะมีความเป็นเอกลักษณ์ และมีลิขสิทธิ์เป็นของตน พร้อมได้รับสิทธิ์ในการมีบริการเสริมต่าง ๆ จากกูเกิล ที่เรียกว่า Google Mobile Service (GMS) ซึ่งเป็นบริการเสริมที่ทำให้แอนดรอยด์มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามจุดประสงค์ของแอนดรอยด์ แต่การจะได้มาซึ่ง GMS นั้น ผู้ผลิตจะต้องทำการทดสอบระบบ และขออนุญาตกับทางกูเกิลก่อน จึงจะนำเครื่องออกสู่ตลาดได้
3. Cooking หรือ Customize เป็นแอนดรอยด์ที่นักพัฒนานำเอารหัสต้นฉบับจากแหล่งต่าง ๆ มาปรับแต่ง ในแบบฉบับของตนเอง โดยจะต้องทำการปลดล๊อคสิทธิ์การใช้งานอุปกรณ์ หรือ Unlock เครื่องก่อน จึงจะสามารถติดตั้งได้ โดยแอนดรอยด์ประเภทนี้ถือเป็นประเภทที่มีความสามารถมากที่สุด เท่าที่อุปกรณ์เครื่องนั้น ๆ จะรองรับได้ เนื่องจากได้รับการปรับแต่งให้เข้ากับอุปกรณ์นั้น ๆ จากผู้ใช้งานจริง
สิทธิ์ในการใช้งานระบบ เช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการทั่วไป ที่มีการจำกัดการใช้งาน และการเข้าถึงส่วนต่าง ๆภายในระบบ เพื่อความปลอดภัยของระบบ และ ผู้ใช้งาน อุปกรณ์ที่ติดตั้งระบบแอนดรอยด์จึงมีการจำกัดสิทธิ์ไว้ (เว้นแต่ได้ทำการปลดล๊อคสิทธิ์ หรือ root เครื่องแล้ว) สามารถแบ่งสิทธิ์ของผู้ใช้ในการเข้าถึงระบบคร่าว ๆ ได้ดังต่อไปนี้
1. สิทธิ์ root สิทธ์การใช้ใช้งานระดับราก ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานของระบบ จึงมีความสามารถในการเข้าถึงทุก ๆ ส่วนของระบบ
2. สิทธิ์ ADB (Android Develop Bridge) นักพัฒนาสามารถเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของระบบได้ผ่านสิทธิ์นี้
3. Application & System สิทธิ์ของโปรแกรมในการเข้าถึงระบบ และสิทธิ์ของระบบในการเข้าถึงอุปกรณ์ โดยสิทธิ์เหล่านี้ ตัวระบบจะเป็นตัวจัดการมอบและถอนสิทธิ์ ตามเงื่อนไขที่กำหนดซึ่งจะถูกแบ่งย่อยออกเป็นหลายหัวข้อ (http://developer.android.com/reference/android/Manifest.permission.html)
4. End-user ผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย ซึ้งก็คือ คุณ และ คุณ ทั้งหลาย ที่ใช้การเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของระบบผ่านช่องทางสิทธิ์ที่โปรแกรมได้รับอีกที โดยจะถูกจำกัดไม่ให้เข้าถึงในส่วนที่เป็นอันตรายต่อแกนระบบและอุปกรณ์
จากด้านบนจึงเป็นที่มาของคำว่า “รูธเครื่อง” ซึ่งหมายถึงการทำให้ End-user สามารถใช้งานระบบได้ในถานะ root ผ่านแอพพลิเคชั่น Superuser permission การรูธจึงเปรียบเสมือนดาบสองคม ซึ่งผู้ใช้ที่ต้องการจะรูธเครื่องตนเองนั้น ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับแอนดรอยด์ในระดับสูง และมีความชำนาญในการใช้งานตัวเครื่องเสียก่อน ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการเปิดทางให้โปรแกรมบุคคลที่สามสร้างความเสียหายให้แก่ เครื่อง และระบบได้
ข้อจำกัดของแอนดรอยด์ แอนดรอยด์ ที่ดีนั้นจะต้องมี GMS ซึ่งก็จะต้องขึ้นอยู่กับกูเกิลว่าผู้ผลิตเครื่องไหน สามารถสำเอา GMS ไปใช้ได้บ้าง โดยจะต้องได้รับการยอมรับ และอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษร จากผู้ถือสิทธิบัตรซึ่งก็คือ กูเกิล เสียก่อน หลังจากนั้นจึงจะเผยแพร่ได้ หากแต่เป็นการเผยแพร่ในเชิงพัฒนา หรือแจกฟรีนั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ทางกูเกิลอนุมัติก็ได้ ส่งผลให้อุปกรณ์บางรุ่นถูกจำกัดความสามารถในการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตาม ภายใต้ GNL สิทธิบัตร จึงเป็นการเปิดโอกาศให้มีการพัฒนาได้อย่างอิสระ ทำให้ข้อจำกัดต่าง ๆ หมดไป เมื่อมีคนใช้ก็ย่อมมีคนแก้ ยิ่งใช้เยอะยิ่งมีคนช่วยแก้เยอะ
32 bit กับ 64 bit ต่างกันอย่างไร
32 bit กับ 64 bit ต่างกันอย่างไร
ใน Computer Architecture นั้น 64-bit เป็นการขยายของการใช้ integer,floating point, memory address
หรือ ชนิดข้อมูลอื่นๆ ที่ต้องการใส่ข้อมูลที่มีขนาด ความกว้างของข้อมูลมากถึง 64 bit (8 octets)
โดยที่รายละเอียดของ CPU และสถาปัตยกรรม ALU บน register, address buses, หรือ data buses ต้องมีขนาดเท่านั้นด้วย
โดย ในปี 2004 ได้มี CPU 64-bit CPU เป็นพื้นฐานสำหรับตลาดระดับ Server และเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่สายการผลิต
หลักของตลาด Personal Desktop โดยการเข้ามาของ AMD64 (AMD), EM64T (Intel) และ PowerPC 970 (G5 จาก IBM)
ความเหมือนที่แตกต่างของ CPU 32-bit และ 64-bit
นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ปริมาณข้อมูล ที่ใช้ในการประมวลผลต่อ 1 รอบสัญญาณนาฬิกามีจำนวนมากขึ้น อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
การเปลี่ยนแปลงจาก 16-bit ในอดีตเมื่อ 10 ปีก่อนมา 32-bit ในปัจจุบัน และกำลังก้าวเข้าสู่โลก 64-bit ได้สร้างปรากฎการณ์
ใหม่ให้กับโลกคอมพิวเตอร์ได้อย่างมากมาย ทั้งในด้านจำนวนข้อมูลที่ส่งต่อในระบบภายในที่มีจำนวนมากขึ้นและ
ความเหมือนจริงในการทำงานด้านมัลติมีเดียต่างๆ มากมาย ยังผลให้ ข้อมูลที่เข้าสู่กระบวนการประมวลผลนั้นมากตามไปด้วย
ไม่ได้เกี่ยวข้องในส่วนของความเร็วในการประมวลผลแต่เป็นเพียงเพิ่มความหนาแน่นของข้อมูลต่อชุดในการประมวลต่อครั้งเท่านั้น
จากที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นว่าความแตกต่างในทั้งสอง ไม่ได้แตกต่างกันที่ความเร็ว ขยายความให้เข้าใจได้ง่ายคือ
สัญญาณนาฬิกายังคงมีความเร็วเท่าเดิม แต่ความหนาแน่นของข้อมูลต่อชุดคำสั่งมีมากขึ้นนั้น
เราอาศัยการเปรียบเทียบที่ memory addrees ระหว่าง 32-bit และ 64-bit
โดยที่ 32-bit นั้นมี memory address ได้ 4Gbytes เท่านั้นแต่ใน 64-bit นั้น มี memory address ถึง 16 Ebytes
(~17,179,869,184 Gbytes) ทำให้เกิดความได้เปรียบในด้านความเร็วในการทำงานใน software ที่ต้องการการไหลของ
ข้อมูลในปริมาณที่มาก ๆ เช่นการเล่นเกม, ระบบฐานข้อมูลใหญ่ ๆ ,ระบบที่ต้องการความละเอียดต่อการ ประมวลผลมาก ๆ
เช่นการ Simulate, Render,Retouch, Lenear Editing ฯลฯ แต่หากเป็น software โดยทั่วไปแล้วแทบจะไม่เห็นความแตกต่าง
แต่อย่างใด "ปัญหา ของระบบ 32-bit ที่ทำให้เกิด 64-bit ขึ้นมาในปัจจุบันคือ ขนาดของหน่วยความจำหลัก (RAM Memory)
มีจำกัดเกินกว่าจะยอมรับได้แล้ว"
CPU 32-bit นั้นมีความต้องหน่วยความจำหลักได้มากสุดที่ 4Gbytes เท่านั้น แล้ว 4Gbytesมาจากไหนหล่ะ ?
คำตอบคือ 32-bit register นั้นมาจาก 2 ยกกำลัง 32 หรือมีขนาดที่ 4Gbytes ของหน่วยความจำหลัก (RAM memory) นั้นเอง
นั้นหมายความว่า CPU 64-bit นั้นมีความต้องหน่วยความจำหลักได้มากสุดที่ ….. 16 Ebytes * (~17,179,869,184 Gbytes) นั้นเอง
ซึ่งมาจาก 2 ยกกำลัง 64หรือมีขนาดที่ 16 Ebytes ของหน่วยความจำหลัก (RAM memory)* Ebytes อ่านว่า เอ๊กซาไบท์(Exabyte)
2 กำลัง 32 = 4,294,967,296 bytes=~ 4 Gbytes
2 กำลัง 64 = 18,446,744,073,709,551,616 bytes = ~ 16 Ebytes หรือ 17,179,869,184 Gbytes
แล้วมันแตกต่างกันตรงไหนในด้านการ ประมวลผล ?
การประมวลผลจริง ๆ แล้วไม่แตกต่างกันในเชิงความเร็วมากนัก ดังที่ได้กล่าว แล้วแต่จะแตกต่างนั้นอยู่ที่ความหนาแน่นของ
ข้อมูลที่ประมวลผลต่อสัญญาณ นาฬิกามีมากขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณชมภาพยนต์ในจอคอมพิวเตอร์จากแผ่น VCD
(เทียบได้กับ 32-bit) และ DVD (เทียบได้กับ 64-bit) ถ้าคุณได้รับชมผ่าน VCD ในจอคอมพิวเตอร์คุณได้ภาพที่เล็ก
และไม่ละเอียด เท่ากับ DVD ที่มีภาพที่ละเอียดกว่า และยังขยายขนาดของภาพให้ Full Srceen ได้โดยภาพไม่แตกเหมือน VCD
คุณเล่นเกม ภาพที่ได้จะมีมิติมากขึ้นกว่าเดิม แสงเงาต่าง ๆ จะสมจริงมากขึ้นแต่ไม่ได้ทำให้การประมวลเร็วขึ้นแต่อย่างใด
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องขึ้นอยู่กับ Software ที่นำมาทำงานร่วมกับ CPU 64-bit ด้วยว่าสนับสนุนการทำงานนี้
หรือไม่มิเช่นนั้นก็ไม่สามารถใช้งาน CPU 64-bit ได้อย่างมีประสิทธิภาพดังที่ตั้งใจไว้
สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า 64-bit เป็นการทำให้การประมวลผลต่อครั้งมีความละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่เร็วมากขึ้นอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจ
แต่การเร่งความเร็วในการประมวลผล น่าจะเป็นใน ส่วนของ Dual Core CPU มากกว่า
แต่การทำให้ Dual Core CPU สามารถใช้งานได้ดีและเต็มประสิทธิภาพนั้น จำเป็นอย่างมากที่ software ที่เราใช้ต้องสนับสนุน
ระบบ Multiprocessor ด้วยเช่นกัน สรุป คือ window 32 bit กับ 64 bit ไว้ว่า มันก็เหมือนถนน 2 เลน กับ ถนน 4 เลน
ต่างกันที่ถนน 4 เลนทำให้รถวิ่งได้มากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ารถจะวิ่งได้เร็วขึ้น
23โปรแกรมลับ ใน Win XP
คุณรู้ไหมครับ ว่า Windows XP มีโปรแกรมซ่อนอยู่ตั้ง 23 โปรแกรม ซึ่งถ้าเราไม่รู้จักมันมาจากการที่จำเป็นต้องใช้มันนั้น เราจะไม่มีทางได้ใช้มันเลย เพราะบางโปรแกรม มันไม่อยู่ใน StartMenu ให้เรากด บางโปรแกรมถึงติดตั้งมาโดยที่เอาออกไม่ได้ บางโปรแกรมเป็นโปรแกรมที่มาจากวินโดว์รุ่นก่อน (ทั้งๆที่ XP ก็มีโปรแกรมนั้นแล้ว) มาดูกันว่า 23 โปรแกรมนั้นมีอะไรบ้าง
วิธีการใช้ก็เข้าที่ Start -> Run -> พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้
charmap.exe = Character Map (มีประโยชน์มากสำหรับใช้พิมพ์อักขระพิเศษ)
cleanmgr.exe = Disk Cleanup (เอาไว้ทำความสะอาดหรือ Clear พื้นที่)
clipbrd.exe = Clipboard Viewer (ดูข้อมูล ในคลิปบอร์ด)
drwtsn32.exe = Dr Watson (โปรแกรมที่ใช้ตัวสอบว่าวินโดว์มีปั*หาเพราะอะไร)
dxdiag.exe = DirectX diagnosis (โปรแกรมตรวจสอบอุปกรณ์ว่า สนับสนุน DirectX หรือไม่ และแสดงรายชื่อไฟล์ที่เกี่ยวข้อง)
eudcedit.exe = Private character editor (โปรแกรมที่อนุ*าตให้เราแก้ไขฟอนต์ หรือทำฟอนต์เองได้)
iexpress.exe = IExpress Wizard (โปรแกรมที่สร้างไฟล์ Setup ของวินโดว์ เอาไว้สำหรับคนที่เขียนโปรแกรมบนวินโดว์)
mobsync.exe = Microsoft Synchronization Manager (โปรแกรมที่คอยเก็บหน้าเว็บ หรือไฟล์บนเครือข่าย เอาไว้ดูตอน offline ได้)
mplay32.exe = Windows Media Player 5.1 (โอ้ Windows Media Player รุ่นคุณปู่)
odbcad32.exe = ODBC Data Source Administrator (โปรแกรมไว้จัดการกับดาต้าเบต)
packager.exe = Object Packager (โปรแกรมที่ใส่พวก Objects ต่างๆ ลงในไฟล์)
perfmon.exe = System Monitor (โปรแกรมนี้ มีประโยชน์มาก ไว้ตัวสอบประสิทธิภาพของวินโดว์)
progman.exe = Program Manager (เชลล์ไฟล์ของวินโดว์ 3.11)
rasphone.exe = Remote Access phone book (โปรแกรมที่เอาไว้ ติดต่อหรือเข้าถึงข้อมูลของสมุดที่อยู่ ในเครื่องอื่น)
regedt32.exe = Registry Editor [เหมือนกับ regedit.exe] (ไว้ใช้สำหรับแก้ไข Registry ของวินโดว์)
shrpubw.exe = Network shared folder wizard (สร้างแชร์โฟดเดอร์บนเครือข่าย)
sigverif.exe = File siganture verification tool (โปรแกรมตรวจสอบ signature ของไฟล์)
sndvol32.exe = Volume Contro (โปรแกรมไว้ปรับระดับเสียงไง อันเดียวกับรูปลำโพงตรง tray icon)
sysedit.exe = System Configuration Editor (โปรแกรมแก้ไข system.ini กะ win.ini)
syskey.exe = Syskey (Secures XP Account database ? เป็นโปรแกรมที่ใช้ เข้ารหัส รหัสผ่านของวินโดว์ กรุณาใช้อย่างระมัดระวัง)
telnet.exe = Microsoft Telnet Client (โปรแกรม telnet)
verifier.exe = Driver Verifier Manager (โปรแกรมตรวจสอบ driver ต่างของวินโดว์ ใช้สำหรับคนที่มีปั*หาเรื่องไดร์เวอร์)
winchat.exe = Windows for Workgroups Chat (โปรแกรม chat รุ่นคุณปู่ มีเฉพาะในวินโดว์ ตระกูล
ขอบคุณความรู้จากเว็บbitเพื่อนบ้านครับ
วิธีการใช้ก็เข้าที่ Start -> Run -> พิมพ์คำสั่งต่อไปนี้
charmap.exe = Character Map (มีประโยชน์มากสำหรับใช้พิมพ์อักขระพิเศษ)
cleanmgr.exe = Disk Cleanup (เอาไว้ทำความสะอาดหรือ Clear พื้นที่)
clipbrd.exe = Clipboard Viewer (ดูข้อมูล ในคลิปบอร์ด)
drwtsn32.exe = Dr Watson (โปรแกรมที่ใช้ตัวสอบว่าวินโดว์มีปั*หาเพราะอะไร)
dxdiag.exe = DirectX diagnosis (โปรแกรมตรวจสอบอุปกรณ์ว่า สนับสนุน DirectX หรือไม่ และแสดงรายชื่อไฟล์ที่เกี่ยวข้อง)
eudcedit.exe = Private character editor (โปรแกรมที่อนุ*าตให้เราแก้ไขฟอนต์ หรือทำฟอนต์เองได้)
iexpress.exe = IExpress Wizard (โปรแกรมที่สร้างไฟล์ Setup ของวินโดว์ เอาไว้สำหรับคนที่เขียนโปรแกรมบนวินโดว์)
mobsync.exe = Microsoft Synchronization Manager (โปรแกรมที่คอยเก็บหน้าเว็บ หรือไฟล์บนเครือข่าย เอาไว้ดูตอน offline ได้)
mplay32.exe = Windows Media Player 5.1 (โอ้ Windows Media Player รุ่นคุณปู่)
odbcad32.exe = ODBC Data Source Administrator (โปรแกรมไว้จัดการกับดาต้าเบต)
packager.exe = Object Packager (โปรแกรมที่ใส่พวก Objects ต่างๆ ลงในไฟล์)
perfmon.exe = System Monitor (โปรแกรมนี้ มีประโยชน์มาก ไว้ตัวสอบประสิทธิภาพของวินโดว์)
progman.exe = Program Manager (เชลล์ไฟล์ของวินโดว์ 3.11)
rasphone.exe = Remote Access phone book (โปรแกรมที่เอาไว้ ติดต่อหรือเข้าถึงข้อมูลของสมุดที่อยู่ ในเครื่องอื่น)
regedt32.exe = Registry Editor [เหมือนกับ regedit.exe] (ไว้ใช้สำหรับแก้ไข Registry ของวินโดว์)
shrpubw.exe = Network shared folder wizard (สร้างแชร์โฟดเดอร์บนเครือข่าย)
sigverif.exe = File siganture verification tool (โปรแกรมตรวจสอบ signature ของไฟล์)
sndvol32.exe = Volume Contro (โปรแกรมไว้ปรับระดับเสียงไง อันเดียวกับรูปลำโพงตรง tray icon)
sysedit.exe = System Configuration Editor (โปรแกรมแก้ไข system.ini กะ win.ini)
syskey.exe = Syskey (Secures XP Account database ? เป็นโปรแกรมที่ใช้ เข้ารหัส รหัสผ่านของวินโดว์ กรุณาใช้อย่างระมัดระวัง)
telnet.exe = Microsoft Telnet Client (โปรแกรม telnet)
verifier.exe = Driver Verifier Manager (โปรแกรมตรวจสอบ driver ต่างของวินโดว์ ใช้สำหรับคนที่มีปั*หาเรื่องไดร์เวอร์)
winchat.exe = Windows for Workgroups Chat (โปรแกรม chat รุ่นคุณปู่ มีเฉพาะในวินโดว์ ตระกูล
ขอบคุณความรู้จากเว็บbitเพื่อนบ้านครับ
วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554
ไฟล์ .flac คืออะไร ?
ไฟล์ .flac เป็นไฟล์เสียงเพลงที่ถูกบีบอัดแบบไม่เสียคุณภาพครับ
แปลงเป็น .wav ก็ได้เวลาฟัง หรือ .mp3 ถ้าไม่คิดมากเรื่องคุณภาพเสียงที่หายไป
ถ้าเพลงจากCDของไทย ลองแปลงเป็น mp3 กับ wav แยกยากว่าอันไหน mp3 อันไหน wav
แต่เพลงบรรเลง จะสังเกตได้ชัดเจนกว่า
อธิบายง่ายๆ ไฟล์ .flac มันคือไฟล์เสียงที่ถูกบีบอัดแบบไม่เสียคุณภาพครับ
การเล่นไฟล์ .flac
ไฟล์ .flac ต้องมี code สำหรับเล่นครับ ถ้ามีแล้วโปรแกรมไรก็เปิดได้
แต่ปกติแล้วพวก version ใหม่ๆจะมีมาให้ในตัวแล้ว สามารถเล่น ไฟล์ .flac ได้เลย
เริ่ม .. เรื่องคือ ได้ไปโหลดงานเพลงที่เป็น ไฟล์ .flac และ อยากจะไลท์ใส่แผ่น ไว้ฟังในเครื่องเล่น cd แต่ Nero ไม่ยอมให้ไลท์ เพราะขาดปลั๊กอิน
เลยลองถามอากู๋(Google) เลยไปเจอโปรแกรม ที่ดีอีกตัวนึง และง่ายมากจึงเขียนมาแนะนำ
เผื่อมีใครมีความต้องการฟังเพลง .flac ในเครื่องเล่นเพลงทั่วไป และ ไม่อยากยุ่งยากในการหา ปลั๊กอินของ Nero (เด๋วมันจะเพี้ยน)
คือโปรแกรม foobar
foobar2000 เป็นโปรแกรมฟังเพลงและจัดการเพลงที่
ดีมากๆ แต่ใช้ยากนิดหน่อยกับหน้าตาสุดเห่ย แต่แฝง
ไปด้วยความสามารถที่สุดยอด
เสียงที่ชัดสะอาด เสียงกลางดีกว่าโปรแกรมยอดนิยม
สามารถลง components ได้หลากหลาย สามารถเปิด
cue sheet ได้รองรับ code ได้ทุก code
1. ดาวน์โหลดโปรแกรมจากที่นี่ครับ --->
http://www.foobar2000.org/download
2. ดาวน์โหลด component write CD --->
http://www.foobar2000.org/components/view/foo
_burninate
- แตกไฟล์zipแล้วก๊อบปี้ไปไว้ในโฟลเดอร์
โปรแกรมที่ลงไว้ c:/program
files/foorbar2000/components
- สามารถไรท์เพลงที่ชอบใส่แผ่นได้เลย ไม่ต้องไป
ไรท์ผ่าน Nero(แต่ต้องมีโปรแกรม Nero อยู่ในเครื่อง
ด้วยนะ)
- ไม่ว่าจะเพลงๆเดียว หรือเพลงหลายเพลง หรือทั้ง
playlist ก็ได้ทั้งนั้น
3. ไฮไลท์ไฟล์เพลงที่ต้องการจะไรท์ คลิ๊กขวาแล้ว
เลือก convert > write audio cd

- พอกดแล้วจะมีหน้าต่างให้เลือกเครื่องไรท์แล้วก็ความ
เร็ว (ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ Dither ด้วย จะทำให้เสียงดี
ขึ้น(บางเว็บบอกมา))
ผมลองทำแล้วครับผ่าน เสียงดีเลยครับ (ขอบคุณต้น
ฉบับ บาง
ส่วนที่นำมาเผยแพร่ ให้เพื่อนได้นำไปใช้)
แปลงเป็น .wav ก็ได้เวลาฟัง หรือ .mp3 ถ้าไม่คิดมากเรื่องคุณภาพเสียงที่หายไป
ถ้าเพลงจากCDของไทย ลองแปลงเป็น mp3 กับ wav แยกยากว่าอันไหน mp3 อันไหน wav
แต่เพลงบรรเลง จะสังเกตได้ชัดเจนกว่า
อธิบายง่ายๆ ไฟล์ .flac มันคือไฟล์เสียงที่ถูกบีบอัดแบบไม่เสียคุณภาพครับ
การเล่นไฟล์ .flac
ไฟล์ .flac ต้องมี code สำหรับเล่นครับ ถ้ามีแล้วโปรแกรมไรก็เปิดได้
แต่ปกติแล้วพวก version ใหม่ๆจะมีมาให้ในตัวแล้ว สามารถเล่น ไฟล์ .flac ได้เลย
เริ่ม .. เรื่องคือ ได้ไปโหลดงานเพลงที่เป็น ไฟล์ .flac และ อยากจะไลท์ใส่แผ่น ไว้ฟังในเครื่องเล่น cd แต่ Nero ไม่ยอมให้ไลท์ เพราะขาดปลั๊กอิน
เลยลองถามอากู๋(Google) เลยไปเจอโปรแกรม ที่ดีอีกตัวนึง และง่ายมากจึงเขียนมาแนะนำ
เผื่อมีใครมีความต้องการฟังเพลง .flac ในเครื่องเล่นเพลงทั่วไป และ ไม่อยากยุ่งยากในการหา ปลั๊กอินของ Nero (เด๋วมันจะเพี้ยน)
คือโปรแกรม foobar
foobar2000 เป็นโปรแกรมฟังเพลงและจัดการเพลงที่
ดีมากๆ แต่ใช้ยากนิดหน่อยกับหน้าตาสุดเห่ย แต่แฝง
ไปด้วยความสามารถที่สุดยอด
เสียงที่ชัดสะอาด เสียงกลางดีกว่าโปรแกรมยอดนิยม
สามารถลง components ได้หลากหลาย สามารถเปิด
cue sheet ได้รองรับ code ได้ทุก code
1. ดาวน์โหลดโปรแกรมจากที่นี่ครับ --->
http://www.foobar2000.org/download
2. ดาวน์โหลด component write CD --->
http://www.foobar2000.org/components/view/foo
_burninate
- แตกไฟล์zipแล้วก๊อบปี้ไปไว้ในโฟลเดอร์
โปรแกรมที่ลงไว้ c:/program
files/foorbar2000/components
- สามารถไรท์เพลงที่ชอบใส่แผ่นได้เลย ไม่ต้องไป
ไรท์ผ่าน Nero(แต่ต้องมีโปรแกรม Nero อยู่ในเครื่อง
ด้วยนะ)
- ไม่ว่าจะเพลงๆเดียว หรือเพลงหลายเพลง หรือทั้ง
playlist ก็ได้ทั้งนั้น
3. ไฮไลท์ไฟล์เพลงที่ต้องการจะไรท์ คลิ๊กขวาแล้ว
เลือก convert > write audio cd

- พอกดแล้วจะมีหน้าต่างให้เลือกเครื่องไรท์แล้วก็ความ
เร็ว (ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ Dither ด้วย จะทำให้เสียงดี
ขึ้น(บางเว็บบอกมา))
ผมลองทำแล้วครับผ่าน เสียงดีเลยครับ (ขอบคุณต้น
ฉบับ บาง
ส่วนที่นำมาเผยแพร่ ให้เพื่อนได้นำไปใช้)
วันจันทร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เร่งความเร็ว Firefox
1. พิมพ์คำสั่ง about:config เข้าไปในช่องแอดเดรส แล้วกดปุ่ม Enter จากนั้นเลื่อนหน้าจอลงมาจนถึงรายการข้างล่างนี้
network.http.pipelining
network.http.proxy.pipelining
network.http.pipelining.maxrequests
2. แก้ไขค่าดังนี้
กำหนดค่า “network.http.pipelining” ให้เป็น “true”
กำหนดค่า “network.proxy.pipelining” ให้เป็น “true”
จากนั้นกำหนดค่าของ “network.http.pipelining.maxrequests” โดยดับเบิ้ลคลิกแล้วกำหนดค่าเป็น 30 ซึ่งหมายความว่า ให้ส่งคำสั่งร้องขอหน้าเว็บ 30 ครั้งในคราวเดียว
3. หลังจากแก้ไขเสร็จแล้ว คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกคำสั่ง New -> Integer ตั้งชื่อว่า “nglayout.initialpaint.delay” พร้อมทั้งกำหนดค่าเป็น “0” ค่านี้จะหมายถึงช่วงเวลาที่บราวเซอร์ใช้รอคอยก่อนที่มันจะรับข้อมูลข่าวสาร
----------------------------------
เปิดโปรแกรม Firefox ขึ้นมาก่อน จะต่อเน็ตหรือไม่ต่อก็ได้ ในช่อง URL ให้พิมพ์คำว่า about:config ลงไป เพื่อทำการเข้าไปปรับค่าต่างๆ ของโปรแกรม
ให้ทำการแก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้
network.http.proxy.pipelining
จะเห็นว่าค่าเดิมเป็น false ให้ทำการแก้ไขให้เป็น true การแก้ไขทำได้โดย ดับเบิ้ลคลิกที่บรรทัดนั้นๆ ได้เลย
network.http.pipelining.maxrequests
ให้ แก้ไขโดยการดับเบิ้ลคลิก จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา เพื่อให้เราได้แก้ไขค่า (ซึ่งการแก้ไขในส่วนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนี้) ซึ่งค่าเดิมๆ คือ 4 ให้เราแก้เป็น 200
network.http.max-connections
จาก 24 ให้แก้เป็น 64
network.http.max-connections-per-server
จาก 8 ให้แก้เป็น 20
network.http.max-persistent-connections-per-proxy
ค่าเดิมๆ คือ 4 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.max-persistent-connections-per-server
ค่าเดิมคือ 2 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.request.max-start-delay
ค่าเดิมๆ คือ 10 ให้เราแก้ไข เป็น 0 ในส่วนนี้เป็นช่วงกำหนดเวลา
network.http.proxy.version
ค่าเดิมๆ คือ 1.1 แก้ไขเป็น 1.0
จาก นั้น คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกที่ New แล้วเลือกที่ Integer จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา ให้เราใส่ชื่อเป็น nglayout.initialpaint.delay จากนั้น จะให้เราใส่ค่า value ให้เราใส่ค่าเป็น 0
สร้างตัวแปรใหม่ ขึ้นมา เป็นแบบ Integer ด้วยวิธีเดียวกับวิธีข้างบน ใส่ชื่อตัวแปร เป็น browser.sessionhistory.max_total_viewers ส่วนการกำหนดค่า ของตัวแปรตัวนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการเก็บแคช ดังนั้นจึงควรใส่ตามปริมาณแรมของเครื่องนั้นๆ
แรม 32 MB ให้ใส่ 0
แรม 64 MB ให้ใส่ 1
แรม 128 MB ให้ใส่ 2
แรม 256 MB ให้ใส่ 3
แรม 512 MB ให้ใส่ 5
ถ้า หากว่า มีปริมาณแรมเกินกว่านี้ ให้ใส่ 8 และห้ามกำหนดค่าตัวแปร เกิน 8 เพราะถ้าใส่ค่ามากกว่านี้ Firefox จะปิดการทำงานของแคช
สร้างตัวแปร ใหม่ขึ้นมา เป็นประเภท Integer ชื่อตัวแปร Browser.cache.memory.capacity สำหรับค่าของตัวแปร จะแปรผันตามวิธีด้านบน หรือจะกำหนดค่าตัวแปรเท่ากันกับตัวบนเลยก็ได้
สร้างตัวแปรใหม่ โดยเลือกที่ Boolean ชื่อของตัวแปรใส่เป็น config.trim_on_minimize กำหนดค่าของตัวแปรเป็น True
จาก นั้นก็ปิด Firefox แล้วทำการเปิดขึ้นมาใหม่ ทดลองเข้าเว็บต่างๆ ดู จะพบว่าสามารถเปิดเว็บได้อย่างไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ ให้คลิกขวาที่ Shortcut ของ Firefox เลือก Properties ที่แถบด้านบนเลือกเป็น Shortcut สังเกตในช่อง Target ให้เราเคาะเว้นวรรคก่อน 1 ครั้ง แล้วใส่นี้ /Perfect:1 อย่างเครื่องของเรา ก็จะได้เป็น "C:\Program Files\Mozilla Firefox\firefox.exe" /Perfect:1
network.http.pipelining
network.http.proxy.pipelining
network.http.pipelining.maxrequests
2. แก้ไขค่าดังนี้
กำหนดค่า “network.http.pipelining” ให้เป็น “true”
กำหนดค่า “network.proxy.pipelining” ให้เป็น “true”
จากนั้นกำหนดค่าของ “network.http.pipelining.maxrequests” โดยดับเบิ้ลคลิกแล้วกำหนดค่าเป็น 30 ซึ่งหมายความว่า ให้ส่งคำสั่งร้องขอหน้าเว็บ 30 ครั้งในคราวเดียว
3. หลังจากแก้ไขเสร็จแล้ว คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกคำสั่ง New -> Integer ตั้งชื่อว่า “nglayout.initialpaint.delay” พร้อมทั้งกำหนดค่าเป็น “0” ค่านี้จะหมายถึงช่วงเวลาที่บราวเซอร์ใช้รอคอยก่อนที่มันจะรับข้อมูลข่าวสาร
----------------------------------
เปิดโปรแกรม Firefox ขึ้นมาก่อน จะต่อเน็ตหรือไม่ต่อก็ได้ ในช่อง URL ให้พิมพ์คำว่า about:config ลงไป เพื่อทำการเข้าไปปรับค่าต่างๆ ของโปรแกรม
ให้ทำการแก้ไขค่าต่างๆ ดังนี้
network.http.proxy.pipelining
จะเห็นว่าค่าเดิมเป็น false ให้ทำการแก้ไขให้เป็น true การแก้ไขทำได้โดย ดับเบิ้ลคลิกที่บรรทัดนั้นๆ ได้เลย
network.http.pipelining.maxrequests
ให้ แก้ไขโดยการดับเบิ้ลคลิก จากนั้นจะมีหน้าต่างแสดงขึ้นมา เพื่อให้เราได้แก้ไขค่า (ซึ่งการแก้ไขในส่วนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนี้) ซึ่งค่าเดิมๆ คือ 4 ให้เราแก้เป็น 200
network.http.max-connections
จาก 24 ให้แก้เป็น 64
network.http.max-connections-per-server
จาก 8 ให้แก้เป็น 20
network.http.max-persistent-connections-per-proxy
ค่าเดิมๆ คือ 4 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.max-persistent-connections-per-server
ค่าเดิมคือ 2 ให้แก้ไขเป็น 10
network.http.request.max-start-delay
ค่าเดิมๆ คือ 10 ให้เราแก้ไข เป็น 0 ในส่วนนี้เป็นช่วงกำหนดเวลา
network.http.proxy.version
ค่าเดิมๆ คือ 1.1 แก้ไขเป็น 1.0
จาก นั้น คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง เลือกที่ New แล้วเลือกที่ Integer จะมีหน้าต่างปรากฏขึ้นมา ให้เราใส่ชื่อเป็น nglayout.initialpaint.delay จากนั้น จะให้เราใส่ค่า value ให้เราใส่ค่าเป็น 0
สร้างตัวแปรใหม่ ขึ้นมา เป็นแบบ Integer ด้วยวิธีเดียวกับวิธีข้างบน ใส่ชื่อตัวแปร เป็น browser.sessionhistory.max_total_viewers ส่วนการกำหนดค่า ของตัวแปรตัวนี้นั้น จะเป็นในส่วนของการเก็บแคช ดังนั้นจึงควรใส่ตามปริมาณแรมของเครื่องนั้นๆ
แรม 32 MB ให้ใส่ 0
แรม 64 MB ให้ใส่ 1
แรม 128 MB ให้ใส่ 2
แรม 256 MB ให้ใส่ 3
แรม 512 MB ให้ใส่ 5
ถ้า หากว่า มีปริมาณแรมเกินกว่านี้ ให้ใส่ 8 และห้ามกำหนดค่าตัวแปร เกิน 8 เพราะถ้าใส่ค่ามากกว่านี้ Firefox จะปิดการทำงานของแคช
สร้างตัวแปร ใหม่ขึ้นมา เป็นประเภท Integer ชื่อตัวแปร Browser.cache.memory.capacity สำหรับค่าของตัวแปร จะแปรผันตามวิธีด้านบน หรือจะกำหนดค่าตัวแปรเท่ากันกับตัวบนเลยก็ได้
สร้างตัวแปรใหม่ โดยเลือกที่ Boolean ชื่อของตัวแปรใส่เป็น config.trim_on_minimize กำหนดค่าของตัวแปรเป็น True
จาก นั้นก็ปิด Firefox แล้วทำการเปิดขึ้นมาใหม่ ทดลองเข้าเว็บต่างๆ ดู จะพบว่าสามารถเปิดเว็บได้อย่างไหลลื่นขึ้น นอกจากนี้ ให้คลิกขวาที่ Shortcut ของ Firefox เลือก Properties ที่แถบด้านบนเลือกเป็น Shortcut สังเกตในช่อง Target ให้เราเคาะเว้นวรรคก่อน 1 ครั้ง แล้วใส่นี้ /Perfect:1 อย่างเครื่องของเรา ก็จะได้เป็น "C:\Program Files\Mozilla Firefox\firefox.exe" /Perfect:1
วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
การติดตั้งไดรเวอร์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปจากแผ่นติดตั้งที่ให้มาพร้อมตัวอุปกรณ์
ติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ
หลังจากติดตั้งระบบปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว อุปกรณ์หลักส่วนใหญ่อย่าง คีย์บอร์ด เมาส์ ไดรว์ซีดีรอม ฮาร์ดดิสก์ หรือฟล็อปปี้ดิสก์ จะพร้อมให้ใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องอาศัยไดรเวอร์หรือโปรแกรมเพิ่มเติมทั้ง นี้ก็ด้วยคุณสมบัติ Plug and Play (PnP) ของอุปกรณ์ที่สามารถแจ้งรายละเอียดต่างๆ ของตัวเองแก่ BIOS และระบบปฏิบัติการได้ รวมทั้งความสามรรถของระบบปฏิบัติการณ์รุ่นใหม่ ๆ ที่ช่วยตรวจสอบและติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้โดยอัตโนมัติ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ต่างรุ่นจากต่างผู้ผลิตกันมักจะมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่าง กันออกไปด้วย ทั้งระบบปฏิบัติการเองก็คงไม่สามารถตระเตรียมมไดรเวอร์มาให้กับอุปกรณ์ทุก ร่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ จึงจำเป็นต้องใช้ไดรเวอร์จากบริษัทผู้ผลิตโดยตรงที่มาพร้อมกับอุปกรณ์แทนดัง นั้น ในบทนี้จึงขออธิบายขั้นตอน และวิธีการในการติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นและนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
ลำดับในการติดตั้งไดรเวอร์
สำหรับการบู๊ตเครื่องครั้งแรกภายหลังการติดตั้ง Windows เสร็จใหม่ ๆ จะมีการตรวจพบอุปกรณ์ต่างๆ บนเมนบอร์ด เช่น ชิปเซ็ต พอร์ต USB ฯลฯ และติดตั้งไดรเวอร์ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่ง Windows อาจจะถามหาแผ่นไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์บางตัวด้วย โดยที่คุณอาจจะตอบปฏิเสธการติดตั้งไดรเวอร์ไปก่อนแล้วมาติดตั้งด้วยตัวเองใน ภายหลังก็ได้ ตามขั้นตอนดังรูปในหน้าถัดไป
สำหรับการบู๊ตเครื่องครั้งแรกภายหลังการติดตั้ง Windows เสร็จใหม่ ๆ จะมีการตรวจพบอุปกรณ์ต่างๆ บนเมนบอร์ด เช่น ชิปเซ็ต พอร์ต USB ฯลฯ และติดตั้งไดรเวอร์ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่ง Windows อาจจะถามหาแผ่นไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์บางตัวด้วย โดยที่คุณอาจจะตอบปฏิเสธการติดตั้งไดรเวอร์ไปก่อนแล้วมาติดตั้งด้วยตัวเองใน ภายหลังก็ได้ ตามขั้นตอนดังรูปในหน้าถัดไป
การติดตั้งไดรเวอร์จะเริ่มจากไดรเวอร์สำหรับเมนบอร์ดก่อน (ถ้ามี) เนื่องจากเป็นตัวกลางหลักที่เชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ อีกที จึงต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน ไดรเวอร์สำหรับเมนบอร์ดนี้หมายรวมถึงไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์พิเศษอื่น ๆ ที่อยู่บนเมนบอร์ดด้วย จากนั้นบู๊ตเครื่อง 1 ครั้งเพื่อให้ไดรเวอร์ถูกโหลดและทำงานเสียก่อนจึงค่อยติดตั้งไดรเวอร์อื่น ๆ ต่อ
ลำดับถัดมาที่ควรจะติดตั้งคือไดรเวอร์การ์ดแสดงผล ซึ่งเป็นไดรเวอร์ที่จำเป็นรองจากเมนบอร์ดพร้อมทั้งสามารถติดตั้งไดรเวอร์ของ จอภาพต่อเนื่องไปด้วยก็ได้ หลังจากติดตั้งเสร็จ บู๊ตเครื่องและปรับตั้งค่าต่าง ๆ ของหน้าจอเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยติดตั้งไดรเวอร์อุปกรณ์ตัวอื่น ๆ ต่อไปโดยจะติดตั้งตัวไหนก่อนหลังอย่างไรก็ไม่มีปัญญาแล้ว
ลำดับถัดมาที่ควรจะติดตั้งคือไดรเวอร์การ์ดแสดงผล ซึ่งเป็นไดรเวอร์ที่จำเป็นรองจากเมนบอร์ดพร้อมทั้งสามารถติดตั้งไดรเวอร์ของ จอภาพต่อเนื่องไปด้วยก็ได้ หลังจากติดตั้งเสร็จ บู๊ตเครื่องและปรับตั้งค่าต่าง ๆ ของหน้าจอเรียบร้อยแล้ว จึงค่อยติดตั้งไดรเวอร์อุปกรณ์ตัวอื่น ๆ ต่อไปโดยจะติดตั้งตัวไหนก่อนหลังอย่างไรก็ไม่มีปัญญาแล้ว
โดยมากอุปกรณ์ต่างๆ ที่ซื้อมามักจะมีแผ่นซีดีไดรเวอร์ติดมาให้ด้วย ซึ่งภายในนอกจากจะบรรจุไฟล์ไดรเวอร์มาให้แล้ว ก็ยังอาจจะสอดแทรกโปรแกรมอรรถประโยชน์ (Utilities) พิเศษต่างๆ แถมมาให้ในแผ่นด้วยสำหรับการติดตั้งไดรเวอร์ด้วยวิธีการนี้นั้นง่ายมาก เพียงคลิกเมาส์ที่เมนูหลักภายในแผ่นและปฏิบัติตามขั้นตอนที่โปรแกรมแนะนำไม่ กี่ครั้งก็สามารถติดตั้งไดรเวอร์ได้เรียบร้อย ซึ่งวิธีการนี้ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์ใด ๆ เช่น เมนบอร์ด, การ์ดแสดงผล, การ์ดเสียง, การ์ดโมเด็ม หรือการ์ดแลน ล้วนแล้วแต่มีขั้นตอนการติดตั้งที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ ติดตั้งง่ายเพียงคลิกเมาส์ไม่กี่ครั้งก็เรียบร้อย
ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างขั้นตอนการติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์หลัก ๆ 3 อุปกรณ์ นั่นคือ เมนบอร์ด, การ์ดแสดงผล และการ์ดเสียง โดยแต่ละอุปกรณ์จะมีขั้นตอนในการติดตั้งไดรเวอร์ดังนี้
การติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ด
เมนบอร์ดเป็นอุปกรณ์หลักที่มีความสลับซับซ้อนและประกอบไปด้วยชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ มากมายซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน เช่น ชิปเซ็ต และอุปกรณ์แบบออนบอร์ดต่างๆ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้ไดรเวอร์หลายตัวมาควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ ต่างๆ เหล่านี้
ดังนั้นในการติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน) อาจจำเป็นจะต้องติดตั้งไดรเวอร์หลายตัวเพื่อให้เมนบอร์ดสามารถทำงานไอย่าง ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งขั้นตอนในการติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ดมีดังนี้ (ตัวอย่างนี้เป็นการติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ดยี่ห้อ ASUS รุ่น P5GDC-V Deluxe)
หลังจากใส่แผ่นซีดีไดรเวอร์ของเมนบอร์ดเข้าไปในไดรว์ซีดีรอมแล้ว โดยปกติจะทำงานในแบบ Autorun คือ เปิดเข้าสู่หน้าจอเมนูหลักของการติดตั้งไดรเวอร์โดยอัตโนมัติ ดังรูป
เมนบอร์ดเป็นอุปกรณ์หลักที่มีความสลับซับซ้อนและประกอบไปด้วยชิ้นส่วน อุปกรณ์ต่างๆ มากมายซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน เช่น ชิปเซ็ต และอุปกรณ์แบบออนบอร์ดต่างๆ เป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องใช้ไดรเวอร์หลายตัวมาควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ ต่างๆ เหล่านี้
ดังนั้นในการติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบัน) อาจจำเป็นจะต้องติดตั้งไดรเวอร์หลายตัวเพื่อให้เมนบอร์ดสามารถทำงานไอย่าง ครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่งขั้นตอนในการติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ดมีดังนี้ (ตัวอย่างนี้เป็นการติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ดยี่ห้อ ASUS รุ่น P5GDC-V Deluxe)
หลังจากใส่แผ่นซีดีไดรเวอร์ของเมนบอร์ดเข้าไปในไดรว์ซีดีรอมแล้ว โดยปกติจะทำงานในแบบ Autorun คือ เปิดเข้าสู่หน้าจอเมนูหลักของการติดตั้งไดรเวอร์โดยอัตโนมัติ ดังรูป
เลือกติดตั้งโปรแกรมยูทิลิตี้ต่างๆ
คลิกเพี่อเข้าสู่เมนู
ติดตั้งไดรเวอร์
ติดตั้งไดรเวอร์

1. คลิกแท็บ Drivers เพื่อเลือกการติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ บนเมนกบอร์ด (Utilities คือ โปรแกรมอรรถประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ผลิตแถมมาให้, Manuals คือ คู่มือการติดตั้งและใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ บนเมนบอร์ดและ Contact คือ ที่อยู่ / อีเมล์/ เว็บไซท์หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อกับบริษัทผู้ผลิต)
2. คลิกเลือกที่เมนูเพื่อติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์บนเมนบอร์ด เช่น ซิปเซ็ต, ซิปเสียง (Sound Onboard), ซิปเร่งความเร็วในการประมวลผลกราฟิก, ซิป Gigabit Ethernet, ซิป Raid และอื่น ๆ โดยปฏิบัติตามขั้นตอน ที่โปรแกรมแนะนำ (ในบางขั้นตอนเมื่อติดตั้งไดรเวอร์ให้กับอุปกรณ์บางตัวเสร็จสิ้น โปรแกรมติดตั้งอาจให้เราบู๊ตเครื่องใหม่เพื่อให้ไดรเวอร์ที่ติดตั้งลงไป สามารถใช้งานได้)
ในการติดตั้งไดรเวอร์ของเมนบอร์ดรุ่นใหม่ ๆ บางยี่ห้อในปัจจุบัน มักจะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการติดตั้งไดรเวอร์ โดยผู้ใช้สามารถคลิกปุ่มเพียงปุ่มเดียวเพื่อให้โปรแกรมตรวจสอบ และติดตั้งไดรเวอร์ทั้งหมดที่จำเป็นสำหรับเมนบอร์ดรุ่นนั้น ๆ ให้โดยอัตโนมัติ เช่นดังรูป เมื่อเราคลิกปุ่ม Xpress Install ไดรเวอร์ทั้งหมดที่จำเป็นจะถูกติดตั้งให้อย่างครบถ้วนเบ็ดเสร็จโดยอัตโนมัติ
การติดตั้งไดรเวอร์ของการ์ดแสดงผล
1. คลิกที่เมนู ATI Easy Install เพื่อติดตั้งไดรเวอร์ให้กับการ์ดแสดงผลที่ใช้ชิปของ ATi จากนั้นปฏิบัติตามขั้นตอนที่โปรแกรมแนะนำ (เมื่อติดตั้งไดรเวอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว โปรแกรมติดตั้งอาจให้เราบู๊ตเครื่องใหม่เพื่อให้ไดรเวอร์ที่ติดตั้งลงไป สามารถใช้งานได้)
2. หลังจากบู๊ตเครื่องเสร็จ เมื่อกลับเข้าสู่หน้าจอ Windows ให้เราคลิกขวาบนหน้าจอเลือก Properties เพื่อเข้าไปตั้งค่า (Settings) ความละเอียดบนหน้าจอ (Screen Resolution) ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
3. จากนั้นคลิกปุ่ม Advanced
3. จากนั้นคลิกปุ่ม Advanced
4. คลิกกแท็บ Monitor เพื่อเข้าไปตั้งค่าอัตราการรีเฟรชบนหน้าจอ (Screen Drefresh drate) ให้เหมาะสมกับการใช้งาน
5. เมื่อเสร็จสิ้น คลิกปุ่ม OK จนกลับมาสู่หน้าจอ Windows ตามปกติ
5. เมื่อเสร็จสิ้น คลิกปุ่ม OK จนกลับมาสู่หน้าจอ Windows ตามปกติ
Note :
กำหนดค่า Screen Resoludtion และ Screen Refresh Rate อย่างไรให้เหมาะสมสำหรับจอแสดงผลแต่ละแบบ
{ จอแสดงผลแบบ CRT (Cathode Ray Tube)
ความละเอียดในการแสดงผล(Screen Resolution) | ถ้าเป็นจอขนาด 15 นิ้ว ความละเอียดที่เหมาะสมคือ 800 |
| อัตราการรีเฟรชภาพบนหน้าจอ (Screen Refresh Rate) | ควรกำหนดไว้ที่ 72 Hz ขึ้นไป เพราะถ้ากำหนดไว้น้อยกว่านี้จะทำให้ภาพบนหน้าจอกะพริบอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้สายตาเมื่อยล้าและอาจปวดหัวได้ |
{ จอแสดงผลแบบ LCD ( Liquid Crystal Display)
ความละเอียดในการแสดงผล(Screen Resolution) | จำเป็นจะต้องกำหนดให้พอดี หรือเหมาะสมกับค่า Native Resolution ของจอภาพแบบ LCD ที่ระบุไว้ในแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อ เช่น จอภาพแบบ LCD ยี่ห้อ Samsung รุ่น SyncMaster 151s มีค่า Native Resolution ที่เหมาะสมคือ 1024 | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| อัตราการรีเฟรชภาพบนหน้าจอ (Screen Refresh Rate) | สำหรับจอภาพแบบ LCD ไม่จำเป็นต้องปรับหรือคำนึงถึงค่านี้ เพราะการปรับไม่มีผลต่อจอ LCD เนื่องจากไม่มีการสร้างภาพใหม่ซ้ำ ๆ กันเหมือนจอ CRT ดังนั้นจึงมีแต่ค่าสูงสุดที่รับได้เท่านั้น (โดยมากจะอยู่ที่ประมาณ 60-70 Hz) การติดตั้งไดรเวอร์ของการ์ดเสียง หลังจากใส่แผ่นซีดีไดรเวอร์ของการ์ดเสียงเข้าไปในไดร์ซีดีรอมแล้วแผ่นซีดีจะ ถูกเปิดเข้าสู่หน้าจอเมนูหลักของการติดตั้งไดรเวอร์โดยอัตโนมัติ (ดังรูป) ในตัวอย่างนี้ เป็นการติดตั้งไดรเวอร์ของการ์ดเสียงยี่ห้อ Creative รุ่น Sound Blaster Audigy { Full Installation ติดตั้งแบบเต็ม (ครบถ้วนสมบูรณ์) ทั้งไดรเวอร์, โปรแกรมเสริมหรือปรับแต่งการทำงาน, ไฟล์ตัวอย่าง (Demo) และอื่น ๆ { Custom Installation ติดตั้งแบบกำหนดด้วยตัวเอง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งส่วนประกอบใดลงไปบ้าง { Drivers Only ติดตั้งเฉพาะไดรเวอร์ของการ์ดเสียงเท่านั้น (ไม่เปลืองเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์) ในที่นี้คลิกเลือก Drivers Only จากนั้นปฏิบัติตามขั้นตอนที่โปรแกรมแนะนำ รู้จักกับ Device Manager ใน Windows 95/98 ME, XP และ Vista สามารถแสดงรายการอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เพื่อให้ทราบว่ามีอะไรอยู่ในเครื่องบ้างที่ Windows รู้จักและสามารถใช้งานได้ รวมทั้งถ้ามีอุปกรณ์ใดที่มีปัญหาหรือขาดไดรเวอร์ ทำให้งานไม่ได้ ก็สามารถตรวจสอบได้ที่นี่ ซึ่งทำได้โดยการเปิด Control Panel ขึ้นมาแล้วดับเบิลคลิกที่ไอคอน System หรืออีกวิธีคือ คลิกขวาที่ไอคอน My Computer บนเดสก์ท็อปแล้วเลือกเมนู Properties ก็ได้ จากนั้นก็คลิกที่แท็บ Device Manager (ในกรณีของ Windodws 95/98 / Me) หรือคลิกที่กแท็บ Hardware ก่อน (กรณีของ Windows XP) แล้วคลิกที่ปุ่ม Device Manager ก็จะเข้าสู่หน้าต่างแสดงรายการอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ในหน้าต่าง Device Manager ของ Windows 95/98 ME ตัวเลือก 2 ตัวที่เห็นหมายถึง รูปแบบการแสดงหมวดหมู่ของอุปกรณ์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ { View devices by type แสดงโดยแบ่งตามประเภทของอุปกรณ์ { View devices by connection แสดงตามโครงสร้างการต่อพ่วงจริงของอุปกรณ์ ส่วนรูปแบบแสดงหมวดหมู่ของอุปกรณ์ในหน้าต่าง Device Manager ของ Windows XP นั้นจะอยู่ที่เมนู View
รหัสความผิดพลาดทางฮาร์ดแวร์ รายละเอียดปัญหาในการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน Windows จะแสดงอยู่ในรายการอุปกรณ์ในแท็บ Device Manager ของ System Properties โดยมีสัญลักษณ์ เช่น เครื่องหมายตกใจเล็กๆ อยู่ในวงกลม สีเหลือง ! หรือกากบาทแดง Ñ เพื่อกำกับอุปกรณ์ที่มีปัญหา เมื่อเลือกที่อุปกรณ์นั้น แล้วคลิกที่ปุ่ม Properties หรือดับเบิลคลิก จะเห็นข้อมูลปัญหาพร้อมทั้งรหัสความผิดพลาดอยู่ในแท็บ General (ดังรูป) ตารางต่อไปนี้จะแสดงรหัสความผิดพลาดทางฮาร์ดแวร์ที่ไมโครซอฟท์ใช้อ้างอิงถึง ใน Device Manager นี้ รวมทั้งวิธีการแก้ปัญหากับรหัสความผิดพลาดบางตัวด้วย
|
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




